หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต

หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2547

หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2556 (PDF)

1. ชื่อหลักสูตร
ภาษาไทย : หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต
ภาษาอังกฤษ : Master of Laws Program

2. ชื่อปริญญา
ภาษาไทย ชื่อเต็ม : นิติศาสตรมหาบัณฑิต
ชื่อย่อ : น.ม.
ภาษอังกฤษ ชื่อเต็ม : Master of Laws
ชื่อย่อ : LL.M.

3. หน่วยงานที่รับผิดชอบ
คณะนิติศาสตร์ และบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

4. เหตุผลในการเสนอขอเปิดหลักสูตร
สาขาวิชานิติศาสตร์ได้เปิดสอนหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิตมาตั้งแต่ พ.ศ. 2535 และได้ผลิตบัณฑิตประมาณ 600 คน ออกไปทำงานในสาขาอาชีพต่างๆทั้งในหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน นอกจากนี้ ยังมีบัณฑิตอีกจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จในการเข้าสู่อาชีพตุลาการ และอัยการ จากประสบการณ์ของบัณฑิตที่จบการศึกษาพบว่า บัณฑิตนิติศาสตร์มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับไม่น้อยกว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำอื่นๆ ที่เปิดสอนนิติศาสตร์มานานก่อนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บัณฑิตนิติศาสตร์เป็นจำนวนไม่น้อยสามารถสอบเข้าบรรจุในตำแหน่งราชการของ หน่วยงานต่างๆ เคยสอบได้เป็นที่หนึ่งเพื่อบรรจุเข้าทำงานในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และมีสัดส่วนสูงที่ผ่านการสอบเป็นเนติบัณฑิตหลังจากจบการศึกษาระดับปริญญา ตรีจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ในปี พ.ศ. 2542 สาขานิติศาสตร์ได้เปิดสอนหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิตภาคพิเศษ โดยเปิดรับบุคคลเข้าศึกษาในหลักสูตรทั้งบุคคลที่ต้องการศึกษานิติศาสตร์เป็น ปริญญาที่สอง และบุคคลที่เพิ่งสำเร็จมัธยมศึกษาตอนปลาย ปรากฏว่าหลักสูตรดังกล่าวได้รับความสนใจจากบุคคลเป็นจำนวนมาก มีบุคคลจำนวนไม่น้อยที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทมาแล้ว แต่ก็ต้องการมาศึกษานิติศาสตร์ระดับปริญญาตรีเนื่องจากมองเห็นความจำเป็นของ การศึกษากฎหมายเพื่อนำไปประกอบหน้าที่การงานและการดำเนินชีวิตในสังคม

ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสภาพการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ซึ่งก่อให้เกิดความสนใจในสาขาวิชานิติศาสตร์เป็นอันมาก นับตั้งแต่การปฏิรูปการเมืองซึ่งนำไปสู่การตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ความตื่นตัวในสิทธิและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ความขัดแย้งในการ
ใช้ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งทวีความรุนแรงขึ้น การเกิดขึ้นขององค์กรอิสระต่างๆ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประเด็นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจกรรมและกระบวนการตัดสินใจของรัฐ มีความสำคัญมากขึ้นตามลำดับ และบทบาทของกฎหมายในการสร้างความเป็นธรรมในสังคมเป็นเรื่องที่ได้รับความ สนใจในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
นอกจากนี้การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้กลายเป็นนโยบาย สำคัญที่รัฐบาลต้องดำเนินการเพื่อให้มีการกระจายอำนาจทางการบริหาร การคลัง การจัดบริการสาธารณะ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้แก่ท้องถิ่น

ภายใต้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ดังกล่าวมานี้ การเรียนการสอนนิติศาสตร์มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากการมุ่งผลิตบัณฑิต เพื่อเข้าสู่วิชาชีพกฎหมายเป็นหลัก มาสู่การศึกษาที่ผนวกเอาประเด็นต่างๆในสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบันเข้ามา เป็นบริบทในการศึกษากฎหมาย ซึ่งหมายความว่า การเรียนการสอนนิติศาสตร์จะต้องพัฒนาไปสู่ระดับที่มีความลึกมากขึ้น และเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถศึกษาค้นคว้าเพื่อเชื่อมโยงประเด็นต่างๆใน สังคมให้เข้ากับกฎหมายได้อย่างกว้างขวาง ในขณะเดียวกันก็ต้องเอื้ออำนวยให้บัณฑิตที่จบการศึกษาสามารถเข้าสู่วิชาชีพ นักกฎหมายได้เมื่อต้องการ การเปิดสอนหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้เกิด การพัฒนาการเรียนการสอนนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และก่อให้เกิดความตื่นตัวในการค้นคว้าวิจัย อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพของบุคลากรในสาขาวิชานิติศาสตร์
นอกจากความจำเป็นในการพัฒนาการเรียนการสอนและการพัฒนาบุคลากรของ สาขาวิชานิติศาสตร์ดังกล่าวมาแล้ว ยังปรากฏว่า ได้มีบุคคลแสดงความต้องการศึกษานิติศาสตร์ในระดับบัณฑิตศึกษาเป็นจำนวนมากพอ สมควร ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษานิติศาสตร์ในอดีตและในปัจจุบัน บุคคลผู้สนใจทั่วไป รวมถึงผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งมีความจำเป็น ต้องพัฒนาศักยภาพและบุคลากรของตนเพื่อความพร้อมในการรับการถ่ายโอนภารกิจมาก มายหลายประการจากส่วนกลางตามแผนการกระจายอำนาจ ในปัจจุบัน ยังไม่มีการเปิดสอนนิติศาสตร์ระดับบัณฑิตศึกษาซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยของรัฐ ในส่วนภูมิภาค เท่าที่ผ่านมา นักศึกษาส่วนใหญ่ที่ต้องการศึกษานิติศาสตร์ต่อในระดับปริญญาโทต้องไปสมัคร เข้าศึกษาต่อที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต้องใช้เวลาในการศึกษาโดยเฉลี่ยประมาณ 4 ปี ในขณะที่การเรียนระดับนิติศาสตรมหาบัณฑิต หรือหลักสูตร LL.M. ในสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษจะใช้เวลาไม่เกิน 12 เดือนหากนักศึกษามีความพร้อมทางด้านภาษา สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างหลักสูตรที่แตกต่างจากของมหาวิทยาลัยต่าง ประเทศ ประกอบกับมีการรับนักศึกษาเข้าศึกษาเป็นจำนวนมาก ทำให้ประสบปัญหาในการควบคุมการทำวิทยานิพนธ์และการค้นคว้าอิสระ แม้ว่าจะต้องใช้เวลานานกว่ามากในการศึกษา แต่โอกาสในการทำงานและรายได้กลับต่ำกว่าผู้ที่จบการศึกษาในระดับเดียวกันจาก ต่างประเทศเป็นอันมากเช่นเดียวกัน
การเปิดหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตภาคพิเศษจึงเป็นหน้าที่อันหนึ่ง ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่จะสนองตอบความต้องการของผู้ที่ใฝ่การศึกษา นิติศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น เป็นการเสนอทางเลือกให้แก่ผู้ที่ต้องการศึกษาต่อโดยเฉพาะนักศึกษาและผู้ที่ ประกอบการงานอาชีพอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือให้สามารถศึกษาต่อในหลักสูตรที่ทัน สมัยและมีคุณภาพไม่ด้อยกว่ามหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ

5. ปรัชญาและวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

5.1 ปรัชญาของหลักสูตร
หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะมุ่งเน้นความ เชื่อมโยงระหว่างนิติศาสตร์กับปัญหาอื่นๆทางเศรษฐกิจและสังคมของไทย ซึ่งเป็นความแตกต่างจากแนวทางที่ใช้ในการศึกษานิติศาสตร์อยู่ทั่วไปซึ่งมุ่ง ให้นักศึกษามีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับบทบัญญัติของกฎหมาย (Positive Law) เป็นหลัก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มนักวิชาการกฎหมายในสหรัฐอเมริกาเรียกว่ากลุ่ม “Law and Society” ซึ่งพยายามพัฒนาการเรียนการสอนและการวิจัยด้านนิติศาสตร์ โดยมุ่งศึกษาผลที่เกิดขึ้นแก่สังคมอย่างแท้จริงจากการใช้หรือไม่ใช้กฎหมาย เช่น มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้กฎหมายสัมฤทธิ์ผลหรือไม่สัมฤทธิ์ผลตามเจตนารมณ์ที่ ตั้งไว้ ซึ่งปัจจัยต่างๆดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับเรื่องสังคม วัฒนธรรม อัตลักษณ์ และจิตวิทยาของกฎหมายในชีวิตประจำวัน โดยสรุปแล้วก็คือ ในปัจจุบันได้มีความพยายามที่จะทำให้นิติศาสตร์มีความเชื่อมโยงกับสังคม ศาสตร์มากกว่าที่เคยเป็น ตลอดจนนำเอาระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์มาใช้ในการวิจัยด้านกฎหมายมาก ขึ้น
อย่างไรก็ดี นักวิชาการกลุ่ม “Law and Society” ยังถือว่ามีอยู่เพียงจำนวนน้อยในสหรัฐอเมริกาและแทบจะหาไม่ได้เลยในประเทศ ไทย ทั้งนี้เพราะโดยธรรมชาติของสาขาวิชานิติศาสตร์ยังคงมีลักษณะที่เป็นวิชาชีพ และการผลิตบัณฑิตจะละเลยข้อเท็จจริงนี้ไม่ได้ตราบใดที่สังคมไทยยังคงมุ่ง เน้นเรื่องการพัฒนาการแข่งขันทางเศรษฐกิจดังเช่นในปัจจุบัน แม้ว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการวิจัยปัญหา ทางเศรษฐกิจและสังคมต่างๆ แต่การเรียนการสอนหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตก็ไม่ควรจะมุ่งเน้นเพียงการ วิจัยปัญหาสังคมแต่เพียงอย่างเดียว ที่สำคัญคือ ต้องจัดกระบวนวิชาที่นักศึกษาจำเป็นต้องเรียนเพื่อมิให้ขาดคุณสมบัติที่จะ เข้าสู่วิชาชีพด้านกฎหมายได้เมื่อนักศึกษามีความต้องการ

จากปรัชญาและแนวคิดดังกล่าวมาแล้วข้างต้น สาขาวิชานิติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยความร่วมมือกับ State University of New York at Buffalo หรือ UB จึงได้จัดทำหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตที่มีทั้งองค์ประกอบด้านความรู้ทาง นิติศาสตร์ที่จำเป็นต่อการประกอบวิชาชีพกฎหมาย และองค์ประกอบด้านการศึกษาปัญหากฎหมายกับสังคม เพื่อให้ได้บัณฑิตที่มีคุณภาพ มีทัศนะที่กว้าง และมีความพร้อมที่จะออกไปรับใช้สังคม ทั้งนี้ อาจารย์จาก UB ซึ่งเป็นแกนหลักของกลุ่มนักกฎหมาย “Law and Society” จะมาช่วยสอนในบางกระบวนวิชารวมทั้งกระบวนวิชาระเบียบวิธีวิจัยทางกฎหมาย และจะร่วมควบคุมวิทยานิพนธ์และงานค้นคว้าอิสระของนักศึกษาร่วมกับอาจารย์ สาขาวิชานิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังได้กำหนดทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับนักศึกษาที่มีความพร้อมด้านภาษาและงบ ประมาณ ให้สามารถที่จะใช้เวลาช่วงหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรนี้ประมาณ 6 – 12 เดือน เพื่อศึกษาบางกระบวนวิชาในหลักสูตร LL.M. ของ UB ได้ โดยจะให้มีการถ่ายโอนหน่วยกิตได้ระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และ UB ซึ่งในกรณีที่นักศึกษาเลือกแนวทางที่สองนี้ นักศึกษาที่จบการศึกษาจะมีหน่วยกิตสะสมครบ 24 หน่วยกิตตามหลักสูตร LL.M. ของ UB และ 39 หน่วยกิตตามหลักสูตร LL.M. ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และจะได้รับ 2 ปริญญา คือ ปริญญานิติศาสตรมหาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปริญญานิติศาสตรมหาบัณฑิตของ UB
โดยสรุปแล้ว หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะเป็นหลักสูตรที่ให้การ ศึกษากฎหมายเพื่อตอบสนองต่อปัญหาของสังคม และในขณะเดียวกันก็ไม่ตัดโอกาสในการเข้าสู่วิชาชีพนักกฎหมายของบัณฑิต นอกจากนี้ ความร่วมมือทางวิชาการกับคณะนิติศาสตร์ ของ UB จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของหลักสูตร เพิ่มพูนทักษะด้านภาษาอังกฤษให้แก่นักศึกษาซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญมากต่อการ ประกอบวิชาชีพกฎหมายในปัจจุบัน และเป็นการเปิดเส้นทางใหม่ให้แก่นักศึกษาที่ต้องการศึกษานิติศาสตร์ใน มหาวิทยาลัยต่างประเทศ

     5.2 วัตถุประสงค์ของหลักสูตร

หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
1. เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถในระดับเพียงพอที่จะประกอบวิชาชีพ กฎหมาย และสามารถนำเอาความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาสังคมได้
2. เพื่อเสนอทางเลือกให้แก่นักศึกษาที่ประสงค์จะศึกษานิติศาสตร์ในระดับปริญญา โทในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ โดยสามารถใช้เวลาส่วนหนึ่งในการศึกษาตามหลักสูตรนี้ ณ มหาวิทยาลัยต่างประเทศ และได้รับทั้งปริญญานิติศาสตรมหาบัณฑิตของทั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และ มหาวิทยาลัยต่างประเทศ
3. เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและการวิจัยในสาขาวิชานิติศาสตร์ให้มีความเชื่อมโยงกับปัญหาสังคม
และส่งเสริมให้นักศึกษารู้จักนำเอาระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์มาใช้ในการวิจัยทางนิติศาสตร์
มากขึ้น
4. เพื่อเพิ่มพูนทักษะด้านภาษาอังกฤษอันจำเป็นอย่างยิ่งต่อการประกอบวิชาชีพ นิติศาสตร์ในปัจจุบันให้แก่นักศึกษา โดยการศึกษาในหลักสูตรที่มีอาจารย์ชาวต่างประเทศมาร่วมสอน และสามารถใช้เวลาส่วนหนึ่งของการศึกษาในต่างประเทศได้
5. เพื่อพัฒนาบุคลากรของสาขาวิชานิติศาสตร์ที่ต้องการศึกษาต่อระดับนิติศาสตร มหาบัณฑิตและนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต โดยให้ทุนสนับสนุนแก่คณาจารย์ที่ต้องการศึกษาในหลักสูตรนี้

6. สภามหาวิทยาลัยอนุมัติหลักสูตร
ในคราวประชุมครั้งที่ 3/2547 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2547.

7. กำหนดการเปิดสอน
ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2547

8. คุณสมบัติของผู้สมัครเข้าศึกษา
8.1 ให้เป็นไปตามประกาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรื่องการรับสมัครเข้าศึกษาต่อในแต่ละปีการศึกษา
8.2 สำเร็จการศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษารับรอง แล้ว และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษาประจำสาขาวิชา นิติศาสตร์ ดังนี้
8.2.1 สำเร็จการศึกษาระดับนิติศาสตรบัณฑิตโดยได้รับค่าลำดับขั้นสะสมเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2.50
8.2.2 เป็นผู้ที่มีความรู้ภาษาอังกฤษจัดอยู่ในเกณฑ์ดี ในกรณีที่ต้องการใช้เวลาช่วงหนึ่ง
ของหลักสูตรเพื่อศึกษา ณ UB จะต้องมีผลสอบ TOEFL ไม่ต่ำกว่า 575 เว้นแต่ในกรณีพิเศษที่คณะกรรมการบริหารหลักสูตรฯมีความเห็นอย่างอื่น
8.3 ไม่เคยเป็นผู้ที่ถูกคัดชื่อออก อันเนื่องมาจากความประพฤติจากสถาบันการศึกษาใด
8.4 มีคุณสมบัติอย่างอื่นตามที่บัณฑิตวิทยาลัยกำหนด